ลงประกาศฟรี เข้าระบบด้วย Facebook | เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

สนับสนุนเรา | ข้อกำหนดและเงื่อนไข | ติดต่อเรา Fanpage ReviewThaiTravel Tweet ReviewThaiTravel

ท่องเที่ยวในอุตรดิตถ์

ที่พักในอุตรดิตถ์

ที่กินในอุตรดิตถ์

เที่ยวตามฤดูในอุตรดิตถ์

ประเพณีในอุตรดิตถ์

เที่ยวยอดฮิตในอุตรดิตถ์

สถานที่ศักสิทธิ์ วัด,โบสถ์,มัสยิดในอุตรดิตถ์

ตลาด,แหล่ง shoping ในอุตรดิตถ์

ของดี ในอุตรดิตถ์

ข้อมูลจังหวัด อุตรดิตถ์ จาก WIKI

จังหวัดอุตรดิตถ์ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา บทความนี้เกี่ยวกับจังหวัดอุตรดิตถ์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ อุตรดิตถ์ (แก้ความกำกวม) จังหวัดอุตรดิตถ์ ตราประจำจังหวัด เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก [1] ข้อมูลทั่วไป ชื่ออักษรไทย อุตรดิตถ์ ชื่ออักษรโรมัน Uttaradit ชื่อไทยอื่นๆ บางโพธิ์ท่าอิฐ, พิชัย, ท่าเหนือ, ลับแล ผู้ว่าราชการ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2555) ISO 3166-2 TH-53 สีประจำกลุ่มจังหวัด ███ สีม่วง
███ สีแสด ต้นไม้ประจำจังหวัด สัก ดอกไม้ประจำจังหวัด ประดู่ ข้อมูลสถิติ พื้นที่ 7,838.592 ตร.กม.[2]
(อันดับที่ 25) ประชากร 461,294 คน[3] (พ.ศ. 2555)
(อันดับที่ 59) ความหนาแน่น 58.85 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 70) ศูนย์ราชการ ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ถนนประชานิมิตร ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ 53000 โทรศัพท์ (+66) 0 5541 1977 โทรสาร (+66) 0 5541 1537, 0 5541 1977 เว็บไซต์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แผนที่   ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นจังหวัดหนึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง ของประเทศไทย ได้ชื่อว่าเมืองท่าแห่งทิศเหนือ เป็นดินแดนล้านนาตะวันออก ตำนานอันลึกลับของเมืองลับแล ดินแดนแห่งลางสาดหวานหอม อุตรดิตถ์เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน โดยมีการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์[4] เดิมทีตัวเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงตำบลชื่อ "บางโพธิ์ท่าอิฐ" แต่เพราะบางโพธิ์ท่าอิฐซึ่งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน่านมีความเจริญรวดเร็ว เพราะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าสำคัญในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ย้ายเมืองหลักมาจากเมืองพิชัยมายังตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐ และยกฐานะขึ้นเป็นเมือง "อุตรดิตถ์" ซึ่งมีความหมายว่า ท่าน้ำแห่งทิศเหนือของสยามประเทศ [5] ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เมืองอุตรดิตถ์มีความเจริญขึ้น เมืองอุตรดิตถ์จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด [6] จังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งอยู่ทางใต้สุดของภาคเหนือตอนบน โดยสภาพภูมิศาสตร์จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่สูงสลับซับซ้อน ซึ่งจะอยู่ทางตอนเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด เนื่องจากทำเลที่ตั้งดังกล่าวจึงทำให้จังหวัดอุตรดิตถ์มีอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน มีอากาศฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดูฝน และมีช่วงฤดูแล้งคั่นอยู่อย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนใหญ่ มรสุมตะวันออกเฉียงใต้ปกติจะมีแหล่งกำเนิดบริเวณทะเลอันดามัน ทำให้จังหวัดอุตรดิตถ์มีช่วงฤดูฝนกินระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายน โดยเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงที่สุด ประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 99.66 นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท[7] โดยประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยใช้พื้นที่ในการทำการเกษตรประมาณร้อยละ 26.70 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ รวมทั้งมีการทำพืชไร่ปลูกผลไม้นานาชนิด โดยผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอุตรดิตถ์คือลางสาด ส่วนการเดินทางมายังจังหวัดอุตรดิตถ์สามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง ทั้งทางรถไฟ ทางรถโดยสารประจำทาง และทางรถยนต์ส่วนบุคคล สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบิน จังหวัดอุตรดิตถ์เคยมีสนามบิน 1 แห่ง สำหรับการเดินทางพาณิชย์ แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว สถานที่สำคัญภายในจังหวัดนั้น มีทั้งแหล่งโบราณสถาน เช่น วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระฝางสว่างคบุรีมุนีนาถ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ซากเมืองโบราณสมัยอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรล้านนา แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน และแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย ทั้งน้ำตก เขื่อนสิริกิติ์ วัด พระพุทธรูปสำคัญของจังหวัด เป็นต้น เนื้อหา 1 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ 1.1 สมัยก่อนประวัติศาสตร์ 1.2 สมัยประวัติศาสตร์ 1.2.1 เมืองท่าการค้าขายสำคัญ 1.2.2 ปลายกรุงศรีอยุธยา-ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ 1.3 กำเนิดนามเมืองอุตรดิตถ์ 1.3.1 ที่พักทัพปราบกบฏเงี้ยว 1.3.2 ยุคทางรถไฟถึงเมืองอุตรดิตถ์ 1.4 อุตรดิตถ์ในปัจจุบัน 2 สัญลักษณ์ประจำจังหวัด 3 ทำเนียบรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ 4 สภาพภูมิศาสตร์ 4.1 ที่ตั้งและอาณาเขต 4.2 ภูมิประเทศและภูมิอากาศ 5 หน่วยการปกครอง 5.1 การปกครองส่วนภูมิภาค 5.2 การปกครองส่วนท้องถิ่น 5.3 ความมั่นคง 6 เศรษฐกิจ 6.1 ทรัพยากรธรรมชาติ 6.2 อุตสาหกรรม 7 ประชากร 7.1 ศาสนา 7.2 การศึกษา 8 ประเพณีและวัฒนธรรม 8.1 งานเทศกาล และงานประจำปีจังหวัดอุตรดิตถ์ 8.2 การละเล่นพื้นบ้าน 9 โรงพยาบาล 10 การคมนาคม 10.1 ทางรถไฟ 10.2 ทางรถโดยสารประจำทาง 10.2.1 ภาคเหนือตอนบน 10.2.2 ภาคเหนือตอนล่าง 10.2.3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10.2.4 ภาคตะวันออก 10.2.5 ภาคใต้ 10.3 ทางรถยนต์ส่วนบุคคล 10.4 การเดินทางสู่ประเทศเพื่อนบ้าน 11 สถานที่สำคัญ 11.1 โบราณสถาน 11.2 พระอารามหลวง 11.3 พระพุทธรูปสำคัญในจังหวัดอุตรดิตถ์ 11.4 เขื่อน 11.5 สถานที่ท่องเที่ยว 12 บุคคลสำคัญจากจังหวัดอุตรดิตถ์ 12.1 ด้านศาสนา 12.2 ด้านการเมืองการปกครอง 12.3 ด้านศิลปวัฒนธรรม 13 เชิงอรรถ 14 อ้างอิง 15 หนังสืออ่านเพิ่มเติม 16 ดูเพิ่ม 17 แหล่งข้อมูลอื่น พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ [แก้] สมัยก่อนประวัติศาสตร์ [แก้] ซ้าย: กลองมโหระทึกสำริดในวัฒนธรรมดองซอน ขุดพบที่ม่อนวัดศัลยพงษ์ ตำบลบางโพ ในปี พ.ศ. 2470[8]
กลาง: ซากกระดูกที่กลายเป็นหินและโบราณวัตถุของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบที่บ้านบุ่งวังงิ้ว (สองหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวและการตั้งถิ่นฐานของแหล่งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ในจังหวัดอุตรดิตถ์)
ขวา: ถ้วยกระเบื้องแบบจีน พบบนเนินทรายกลางแม่น้ำน่านบริเวณบ้านท่าเสา-บ้านคุ้งตะเภา (หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเส้นทางคมนาคมและชุมนุมการค้าสำคัญของท่าอิดช่วงต่อมา ก่อนจะหมดความสำคัญลงสิ้นเชิงในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา) พื้นที่ตั้งตัวเมืองอุตรดิตถ์ในอดีต เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ราบลุ่มอันเกิดจากดินตะกอนแม่น้ำพัดของแม่น้ำน่านที่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานและประกอบกสิกรรมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ปรากฏหลักฐานบริเวณรอบที่ตั้งตัวเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวและการตั้งถิ่นฐานของแหล่งชุมชนมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี ดังการค้นพบเครื่องมือหินขัดและซากกระดูกมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านบุ่งวังงิ้วซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามตำบลบางโพ-ท่าอิฐ และการค้นพบกลองมโหระทึกสำริด, กาน้ำและภาชนะสำริดที่ม่อนศัลยพงษ์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตำบลบางโพในปี พ.ศ. 24701[9] สมัยประวัติศาสตร์ [